คนปั่น - ลั่นกล้อง

ฝันเล็กๆ ในการเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยาน

EZ CD Audio Converter : การแปลงและแก้ไขข้อมูลไฟล์เพลง (tags)



     จากบทความที่แล้วเรื่อง iPad Mini 4 : การสร้าง Playlist ใน iTunes ตอนท้ายๆ ได้เกริ่นไว้ในการแก้ไขข้อมูลเพลงในการสร้าง Playlist ใน iTunes ... เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบไฟล์เพลง (Format) ที่เราคุ้นเคยกันก่อน เช่น .wav, .aiff, .flac, .m4a และ .mp3 เอาแค่ 5 รูปแบบก่อนนะครับ จริงๆ มีมากกว่านี้ ... เรามาดูรายละเอียด(สั้นๆ) ของแต่ละรูปแบบกัน

.wav  และ .aiff
     ไฟล์ Wave เป็นไฟล์ข้อมูลเสียงดิจิตอล เป็นไฟล์มาตรฐานที่ทาง Microsoft กำหนดขึ้นมา ดังนั้นโดยทั่วๆไป โปรแกรมต่างๆ จะเล่นไฟล์ชนิดนี้ได้เกือบหมด ข้อมูลเสียงไฟล์ WAV มีขนาดใหญ่ ... ในงานด้าน Music ส่วนมากจะเกิดจากการที่เราแปลงไฟล์จากแผ่น CD-Audio โดยไม่ผ่านขึ้นตอนการบีบอัดข้อมูล จะให้คุณภาพเสียงเหมือนต้นฉบับ
    ไฟล์ .aiff นั้นทาง apple ก็คิดค้น ไฟล์มาตรฐานขึ้นมาเหมือนกันซึ่งขนาด/คุณภาพเทียบเท่าไฟล์ wav (ไฟล์ AIFF  จะแตกต่างกันตรงที่ ไฟล์ AIFF สามารถ Add Cover Ulbum )

.flac = FLAC (Free Lossless Audio Codec) 
      เป็นรูปแบบของ Lossless ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดตัวหนึ่ง ข้อดีของมันทำงานได้รวดเร็ว แล้วก็มีโปรแกรมและอุปกรณ์รองรับมากมาย ... FLAC มีการบีบอัดเพลงน้อยกว่ารูปแบบอื่นๆ และรองรับ sample rate ตั้งแต่ 1 Hz ถึง 1048.57 kHz

.m4a = mpeg-4 audio (Apple Lossless Audio Codec = ALAC) 
     Apple พัฒนารูปแบบนี้ขึ้นมาเพื่อใช้กับระบบของ Apple เองเช่น iPod, iPhone, iPad จึงมีแต่ iTunes ที่รองรับและสร้างไฟล์ชนิดนี้ได้ ส่วนโปรแกรมอื่นๆ ที่เล่นได้อย่าง foobar2000 ...  ALAC รองรับ sample rate แค่ 44,100 และ 48,000 Hz
      แบบของ apple loseless เป็นไฟล์ที่มีการบีบอัดข้อมูลลงมาแล้ว คุณภาพเสียงดีกว่า MP4 (ACC) แต่ไม่เท่าไฟล์ Flac และ Wave เพราะมีการสูญเสียข้อมูลบางส่วน

.mp3 = (MPEG Audio Layer-3)
     เป็นรูปแบบไฟล์ที่พวกเรารู้จักกันดีนะครับ เพราะเกิดขึ้นมานานแล้ว (เข้าสู่มาตรฐาน ISO เมื่อปี 1991) ถือเป็นรูปแบบไฟล์แบบ lossy ตัวแรกที่ได้รับความนิยมในวงกว้าง เพราะความสามารถในการบีบอัดที่สามารถลดข้อมูลได้กว่า 10 เท่า ในคุณภาพที่ยอมรับได้ ข้อดีของ mp3 คือเป็นรูปแบบไฟล์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย หาเครื่องเล่นง่าย ทำให้มั่นใจว่าถ้าบีบอัดเป็น mp3 แล้วจะหาเครื่องเล่นได้แน่ๆ ... แต่ข้อเสียคือมีประสิทธิภาพน้อยกว่ารูปแบบไฟล์ใหม่ๆ แล้วก็ยังไม่สามารถเก็บเสียงความละเอียดสูงเกินกว่า 48,000 Hz แถมยังใช้ Bit rate สูงสุดได้แค่ 320 kbps
     จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า ไฟล์ Apple Lossless จะรองรับ sample rate แค่ 44,100 และ 48,000 Hz ซึ่ง FLAC รองรับ sample rate ตั้งแต่ 1 Hz ถึง 1048.57 kHz ครับ ดังในนั้นในการที่จะ Rip เก็บเพลงไว้ฟังในเครื่องผมจึงแนะนำ flac หรือ Wave ครับ เมื่อต้องการนำไปเล่นกับอุกรณ์ใดค่อยแปลงเป็นรูปแบบที่รองรับอีกทอดหนึ่ง เช่น MP3 ที่รองรับอุปกรณ์ได้ทุกชนิด
อ้างอิงข้อมูลจาก ... http://eka-x-playground.blogspot.com/2008/04/mp3.html
สรุปสั้นๆ ก็คือ การบีบอัดเสียงมี 2 ประเภทครับ คือแบบ lossless กับ lossy 

  • - lossless คือการบีบอัดที่ไม่มีการเสียข้อมูลเสียงเลย ต้นฉบับเป็นอย่างไร ไฟล์ที่บีบอัดแล้ว เมื่อคลายออกมาจะเหมือนเดิม แต่ข้อเสียของไฟล์ประเภทนี้คือขนาดที่ค่อนข้างใหญ่กว่าแบบ lossy พอสมควร เราจะดูจำนวนข้อมูลที่ใช้จาก bit rate ซึ่งมีหน่วยเป็น kbps หรือจำนวนบิตที่ใช้ใน 1 วินาที ยิ่งใช้บิตต่อวินาทีมาก จะเก็บข้อมูลได้มาก แต่ขนาดไฟล์ก็จะยิ่งใหญ่ครับ

    อย่างไฟล์ FLAC กับเพลงยาว 5 นาที จะใช้พื้นที่ราวๆ 30 Mb ถ้าดูที่ bit rate ก็จะใช้ราวๆ 900 kbps (เพลงในแผ่น CD จะใช้ bit rate ที่ 1411 kbps ครับ) เทียบกับ mp3 ทั่วๆ ไปที่ใช้ 128 kbps ก็จะใหญ่กว่า 8-9 เท่าเลยทีเดียว แต่แน่นอนว่าเสียงดีกว่ากันแบบเทียบกันไม่ได้เลย รูปแบบไฟล์ที่เป็นแบบ lossless ในที่นี้ก็เช่น FLAC,  Apple Lossless, (ส่วน wav และ aiff ไม่ถือว่าเป็น lossless  เพราะไม่ได้บีบข้อมูล)
  • - Lossy คือการบีบอัดที่ทิ้งข้อมูลออกไปบ้าง เช่นเสียงสูงๆ เหนือกว่า 15000 Hz ก็จะถูกตัดทิ้งออกไป ส่วนจะตัดอย่างไรบ้างขึ้นอยู่กับโมเดลเสียงที่มนุษย์รับรู้ (psychoacoustic model) ที่อยู่ในโปรแกรมเข้ารหัสเสียงครับ (Encoder) แล้วจะตัดเยอะแค่ไหนขึ้นอยู่กับ bit rate ที่ใช้ ยิ่งใช้ค่าสูง ก็จะตัดข้อมูลน้อย ไฟล์ยิ่งใหญ่ เสียงยิ่งดีครับ ... ส่วนรูปแบบไฟล์ที่เป็น Lossy ในที่นี้ก็เช่น .mp3
  • - ไฟล์ aiff มันก็คือ wav เวอร์ชั่นของ Apple นั่นแหละครับ ขนาดไฟล์จะเท่าหรือใกล้เคียงกันเลย
  • - ไฟล์ชนิด m4a มันมีสองแบบคือ apple lossless (คุณภาพเช่นเดียวกับ flac)  กับแบบ ACC (คุณภาพแบบ mp3 )
         ข้อควรจำนะครับ ด้วยความที่ lossy มีการตัดข้อมูลออกมาบ้างระหว่างการแปลงไฟล์ เราจึงควรหลีกเลี่ยงการนำไฟล์ lossy มาแปลงไฟล์ซ้ำๆ ครับ เช่นเอา mp3 ที่ 128 kbps มาแปลงเป็น ogg ที่ 160 kbps เสียงที่ได้ก็จะแย่กว่า mp3 ด้วยซ้ำ เพราะข้อมูลเรามีอยู่เท่านี้ แต่เราไปแปลงมันอีก ให้มันตัดทอนข้อมูลลงไปอีกครับ รวมถึงการแปลงจาก lossy ไปยัง lossless ด้วยนะครับ อย่าง mp3 -> flac ขนาดไฟล์จะใหญ่ขึ้นมาก แต่คุณภาพก็เท่ากับ mp3 นั้นแหละครับ ... และการเซฟเป็นไฟล์แบบ lossy ซ้ำๆ ก็ทำให้เสียคุณภาพได้ด้วยนะครับ อย่างเช่นเราเปิดไฟล์ mp3 ขึ้นมาตัดต่อ แล้วเซฟทับลงไปในไฟล์เดิม ยิ่งเซฟทับบ่อยครั้งเท่าไหร่ คุณภาพไฟล์ก็จะเสียไปเยอะเท่านั้นครับ

         สรุปนะครับ ถ้าต้องการเสียงดีๆ หรือเก็บไฟล์ระดับที่เทียบเท่าต้นฉบับ ให้ใช้ไฟล์แบบ lossless ครับ แต่ถ้าพื้นที่น้อย แล้วลองฟังดูแล้ว แยกความแตกต่างระหว่างเสียงจาก Lossless และ Lossy ไม่ได้ ก็บีบเป็นพวก Lossy ก็ได้ครับ
    +++
         เกริ่นไปซะยาวอาจเริ่มเบื่อ มาเข้าโจทย์ของเราเลยดีกว่า สมมุติว่าเรามีไฟล์เพลงอยู่อัลบัมหนึ่ง มีคนแปลงมาจากแผ่น CD หรือที่เรียกสั้นว่า RIP มาดังรูปนี้


         จากรูปเป็นไฟล์เพลงจากอัลบัม หนึ่งเดียวคนนี้ ของ ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ ในรูปแบบไฟล์ .wav (CDImage.wav) ไฟล์เดียวมีขนาด 324602 kB รวม 10 เพลงต่อๆ กัน ส่วนไฟล์ CDImage.cue เป็นไฟล์ที่เก็บรายละเอียดของแต่ละเพลง (Track) 2 ไฟล์นี้ต้องอยู่ด้วยกัน ถ้ามีไฟล์ CDImage.wav ไฟล์เดียว เราไม่สามารถเลือกฟังเพลงแต่ละเพลงได้ และมีไฟล์ภาพปกอัลบัมประกอบ 2 ไฟล์
         หากเราลากไฟล์ CDImage.wav และ CDImage.cue ไปลงใน Playlist บนโปรแกรม iTunes ของเราตามบทความตอนที่แล้ว ( iPad Mini 4 : การสร้าง Playlist ใน iTunes ) เราจะได้อัลบัม 1 อัลบัม ภายในมีเพลง 1 เพลงที่มีความยาว 31.23 นาที ตามรูปล่างนี้


         นั้นไม่ใช่ความต้องการใช้ที่สมบูรณ์บน iPad... ของเรา เพราะไม่แสดงรายละเอียดใดๆ เลย เลือกเพลงก็ไม่ได้ ... เราอยากได้แบบรูปล่างนี้ ที่มีรายละเอียดมากกว่า


    เมื่อเรา Sync ไปยัง iPad mini4 ก็จะแสดงผลดังนี้


         เอาละครับเราเห็นโจทย์ และ คำเฉลยไปแล้ว ที่เหลือคือคำถาม? ... ทำอย่างไร? ใช้โปรแกรมอะไร? ซึ่งจะกลับเข้ามาสู่ประเด็นตามหัวข้อบทความนี้ "EZ CD Audio Converter : การแปลงและแก้ไขข้อมูลไฟล์เพลง (tags)" นั้นคือ เราจะใช้โปรแกรม "EZ CD Audio Converter"  ทำการแปลงไฟล์จากรูปแบบ .wav ไปเป็น .m4a หรือ ALAC และแก้ไขข้อมูลไฟล์เพลง (tags) เช่น ชื่อเพลง, ชื่อศิลปิน, ชื่ออัลบัม ... เป็นต้น
    +++
         ใจเย็นๆ นะครับ บทความตอนนี้อาจยาวเยิ้นเย้อไปสักหน่อย เพื่อให้เข้าใจจึงรวมไว้ในตอนเดียวกัน ถึงตอนนี้ในเครื่อง PC ของเราก็ต้องมีโปรแกรม "EZ CD Audio Converter" หากใครยังไม่มีก็ต้องไปหามาก่อน หรือจะลอง Download จากที่นี่ ...  Download : http://software.thaiware.com/11670-EZ-CD-Audio-Converter-Free.html  หรือตัวทดลองใช้ 30 ได้ที่ ... https://www.poikosoft.com/ ได้มาแล้วทำการติดตั้งให้เรียบร้อยนะครับ


         โปรแกรม EZ CD Audio Converter ใช้แปลงไฟล์เพลง ก๊อปปี้ แผ่นซีดีที่ถูกเข้ารหัส ดึงข้อมูลเพลงจากอินเทอร์เน็ต แปลงไฟล์เพลงได้มากกว่า 20 นามสกุล สามารถแก้ไขเพลงได้ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เวอร์ชั่นฟรีนี้เป็น โปรแกรมแปลงไฟล์ ที่ถูกพัฒนาโดยโปรแกรมเมอร์ หรือ ทีมผู้พัฒนาจากประเทศ แถบยุโรปตอนเหนือ เป็นโปรแกรมที่มีฟังก์ชั่นการทำงานครบสูตรเริ่มจาก การคัดลอกเพลง ไม่ว่าจะเป็นการคัดลอกแผ่นซีดีที่มีระบบการป้องกันการก๊อปปี้  และยังสามารถดึงข้อมูลรายละเอียดของเพลง (Metadata) จากอินเตอร์เน็ตได้ สามารถไรท์แผ่นซีดีเพลง หรือจะเป็น แผ่นวีซีดี (VCD) และ แผ่นดีวีดี (DVD) รวมถึงความสามารถด้านการ ไรท์แผ่นทั่วไป และไรท์แผ่นวีดีโอดีวีดีได้ สามารถแปลงไฟล์เพลงจากแผ่นซีดีมาเป็นไฟล์นามสกุลต่างๆ ได้แก่ 3G2, 3GP, MP1, MP2, MP3, WMA, OGG, MP4, M4A, AAC, FLAC, หรือ WAV เป็นต้น ซึ่งตัวโปรแกรม  EZ CD Audio Converter จะมีความยืดหยุ่นในการทำงาน สามารถเข้าถึงข้อมูลเพลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณให้แสดงรายละเอียดภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง ...
         หลักการคือ ต้องทำให้ metadata ของไฟล์เพลงเป็นโค้ดภาษาชนิด UTF-8 (unicode) ซึ่ง utf-8 เป็นมาตรฐานสำหรับโปรแกรมรุ่นใหม่หมดแล้วครับ  ง่ายๆ เลยเปิดโปรแกรมมา กด F6 เพื่อเข้าเมนู Option ให้เลือก Check ตามในภาพ แค่นี้ก็เสร็จพร้อมสำหรับการใช้งานแล้ว 

    กด F6 เพื่อเข้าเมนู Option ให้เลือก Check ตามในภาพ
    (ในกรณีต้องการ ripper  ที่ีแท๊ป Audio CD Ripper ก็.shเลือก write cue sheet กับ m3u เป็น write utf8 ทั้งคู่)
    การนำเข้าไฟล์ .cue

    แสดงผลค่า Tags ต่างๆ ที่ต้นฉบับไม่ได้กำหนดมา
         จากภาพจะเห็นว่าไฟล์เพลงเดิมนั้นไม่ได้ใส่รายละเอียดในขั้นตอนการ ripper จากแผ่น CD มาให้ เราจะต้องแก้ไขรายการต่างให้ถูกต้อง (กรณีแผ่น CD ใหม่ๆ สามารถดึงข้อมูลเหล่านี้จากอินเตอร์เน็ทมาใช้ได้เลย โดยเลือกแทรคเพลงทั้งหมด แล้วกดที่ปุ่ม Get Metadata)

    แสดงการแก้ไขรายการ Tags ของแต่ละเพลง
          ลองเปรียบเทียบภาพ 2 ภาพข้างบนนี้ จะเห็นได้ว่ามีข้อมูลครบตามที่ต้องการแล้ว นั่นคือเราแก้ไข Tags ต่างๆ พร้อมใส่ปกอัลบัมไว้เรียบร้อยแล้วด้วย
          ขั้นตอนสุดท้ายคือ การแปลงไฟล์... ในที่นี้ผู้เขียนต้องการแปลงไปเป็นรูปแบบ Apple Lossless (.m4a) เพื่อไปใช้งานบนเครื่อง iPad... (โปรแกรม iTunes ไม่รองรับไฟล์ .FLAC)

         ในกรอบสีแดง หมายเลข 1 เราสามารถกำหนด Format, Output folder และ Filenames ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะกำหนดอย่างไร ให้ลองทำตามในภาพก่อน แล้วดูผลลัพท์ที่ได้ จะทำให้เข้าใจมากขึ้น ผิดพลาดหรือไม่ตรงใจส่วนไหนก็กลับมาแก้ไขใหม่ได้ ... และสุดท้ายจริงๆ คือกดปุ่ม Convert ตรงหมายเลข 2 แล้วรอจนโปรแกรมทำงานเสร็จ เราก็จะเห็นผลลัพท์ที่ต้องการ

    ความหมาย Tags ที่น่าสนใจ

    • Album Artist - ชื่ออัลบัมฯ ส่วนมากจะเจอแบบรวมศิลปิน (อัญชลี จงคดีกิจ)
    • Album - ชื่ออัลบัม (หนึ่งเดียวคนนี้)
    • Title - ชื่อเพลงแต่ละ แทรค
    • Track Artist - ชื่อศิลปินที่ขับร้อง (อัญชลี จงคดีกิจ) ทั่วๆ ไปจะชื่อเดียวกับ album artist
    • Year - ปีที่วางจำหน่าย
    • Genre - ทำนองเพลง
    • Disc number - เลขลำดับแผ่น CD
          โปรแกรม EZ CD Audio Converter ยังมีความสามารถอีกหลายด้าน ตามที่เกริ่นไว้ก่อนนี้ ไว้มีโอกาสแล้วจะนำมาเขียนลงอีกที ... ถึงตอนนี้คิดว่าผู้ที่เข้ามาอ่านพอจะได้รับประโยชน์บ้างนะ ผิดพลาดประการใดขออภัยไว้นะที่นี้เลยละกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อๆ ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้นต้องคอยติดตามกันนะครับ ... ขอบคุณและสวัสดี/..

    ไม่มีความคิดเห็น :